สุขภาพ

เช็กสัญญาณเตือน ลูกเสี่ยงเป็นออทิสติกไหม เมื่อไหร่ควรไปหาหมอ

เรียนรู้วิธีสังเกตอาการออทิสติกตั้งแต่วัยทารก และเมื่อไหร่ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาไปพบหมอ

15 เมษายน 256911 นาที
เช็กสัญญาณเตือน ลูกเสี่ยงเป็นออทิสติกไหม เมื่อไหร่ควรไปหาหมอ

สารบัญ

ทำความเข้าใจภาวะออทิสติก

ภาวะ ออทิสติก หรือ autism spectrum disorder หรือ ASD เป็นภาวะความแตกต่างของพัฒนาการทางสมองที่เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ และไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูผิดวิธีของพ่อแม่ แต่เป็นการที่สมองเรียนรู้ รับรู้ และตอบสนองต่อโลกในแบบที่ต่างออกไป

ปัจจุบันเรามักได้ยินคำว่า ออทิสติก สเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder, ASD) มากกว่าคำว่า ออทิสติก เหตุผลก็เพราะคำว่า สเปกตรัม ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า เด็กแต่ละคนมีความหลากหลาย มีลักษณะไม่เหมือนกันเลย มีอาการไม่เหมือนกัน มีความต้องการการดูแลที่แตกต่างกันมาก เช่น บางคนพูดได้ดี เรียนได้ดี แต่มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคมและการปรับตัว ขณะที่บางคนมีปัญหาด้านภาษาอย่างชัดเจน มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ มาก หรือจำเป็นต้องได้รับการดูแลใกล้ชิดมากกว่าเด็กคนอื่น

ดังนั้น เวลาเราพูดถึงคำว่า ออทิสติก เราไม่ได้กำลังพูดถึงภาวะที่เด็กทุกคนเหมือนกัน มีอาการแบบเดียวกัน แต่กำลังพูดถึงเด็กหลากหลายรูปแบบ ต่างคนต่างล้วนต้องการวิธีเลี้ยงดูที่แตกต่างกันครับ

สถิติที่พ่อแม่ควรรู้

ข้อมูลทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนชัดว่า ออทิสติกเป็นภาวะที่พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนเคยเข้าใจ มีการประเมินว่า มีเด็กหรือผู้ใหญ่ที่เป็น ออทิสติก สเปกตรัม ราว 61.8 ล้านคนทั่วโลก หรือประมาณ 1 ใน 127 คน

ในปัจจุบัน อัตราการตรวจพบ ออทิสติก สเปกตรัม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า โลกยุคปัจจุบัน มีเด็กที่เป็นออทิสติก สเปกตรัม เพิ่มขึ้น แต่เกิดจาก

  • การตระหนักรู้ของผู้ปกครองที่ดีขึ้น 
  • มีเครื่องมือการตรวจคัดกรองเด็กที่แม่นยำขึ้น 
  • มีเด็กที่มีโอกาสเข้าถึงการประเมินมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริง ยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก สเปกตรัม ค่อนข้างช้า ทั้งที่สัญญาณเตือนเริ่มต้น คุณพ่อคุณแม่อาจสามารถสังเกตได้ตั้งแต่ช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการรู้จักสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญมาก

สาเหตุของออทิสติก สเปกตรัม

คำถามที่พ่อแม่จำนวนมากถามเสมอ คือ ทำไมลูกถึงเป็นออทิสติก

คำตอบจากงานวิจัย พบว่า ออทิสติก ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่ เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะ ปัจจัยทางพันธุกรรม ที่มีบทบาทสำคัญ ในเด็กบางส่วนอาจพบความผิดปกติของยีนหรือกลุ่มโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ดาวน์ ซินโดรม (Down syndrome) เป็นต้น แต่ในเด็กอีกจำนวนมาก เรายังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจน

นอกจากพันธุกรรมแล้ว ปัจจัยระหว่างการตั้งครรภ์บางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่ลูกอาจเป็นออทิสติก เช่น การได้รับยาบางชนิด หรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ 

สิ่งที่ผมอยากย้ำมากที่สุด คือ ภาวะนี้ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่ และลูกที่เป็นออทิสติกไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดเพียงสาเหตุเดียวครับ

ออทิสติกเทียม

ทุกวันนี้มีการใช้คำว่า ออทิสติกเทียม (pseudo autism หรือ virtual autism) แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งคำนี้ไม่ใช่คำวินิจฉัยโรค ตามมาตรฐานทางการแพทย์ แต่เกิดจาก การใช้หน้าจอโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตที่มากเกินไปในเด็กเล็ก ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้าทางด้านภาษา การสื่อสาร และการโต้ตอบกับคนรอบตัว โดยเฉพาะเมื่อหน้าจอโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตเข้ามาแทนเวลาที่เด็กควรจะได้คุย เล่น และสบตากับคนในชีวิตจริง

เด็กที่ดูหน้าจอมากเกินไปบางคน มีอาการคล้ายกับออทิสติก เช่น พูดช้า ไม่ค่อยสบตา หรือดูเหมือนไม่ค่อยสนใจคนรอบตัว ซึ่งพ่อแม่ ไม่ควรสรุปเอง ว่าเด็กเป็นหรือไม่เป็นออทิสติก 

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำอย่างยิ่ง คือ หากเด็กมีอาการเสพติดหน้าจอ ให้รีบลดเวลาที่เด็กอยู่กับหน้าจอ เพิ่มเวลาการเล่นกับคนจริงที่เด็กคุ้นเคย เช่น อ่านนิทาน พูดคุย ร้องเพลง และให้พาเด็กไปประเมินกับหมอเด็ก หรือกุมารแพทย์ หากไม่แน่ใจ เพราะเด็กบางคนอาจเป็นเพียงภาวะล่าช้าจากการขาดปฏิสัมพันธ์ แต่เด็กบางคนก็อาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ออทิสติก สเปกตรัม จริง และต้องการการรักษาอย่างเป็นระบบครับ

อาการสำคัญของออทิสติกที่พ่อแม่สังเกตได้

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด อาการของออทิสติกมีแกนหลักที่สำคัญอยู่ 3 ด้าน คือ ปัญหาด้านการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม, ปัญหาพฤติกรรมหรือความสนใจที่จำกัดและชอบทำซ้ำ ๆ และ ปัญหาด้านการรับรู้ทางประสาทสัมผัส

1. ปัญหาด้านการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

เวลาพูดถึงออทิสติก พ่อแม่บางคนอาจนึกถึงแค่เรื่องที่ลูกพูดช้าหรือไม่พูด แต่จริง ๆ แล้วปัญหาด้านการสื่อสารของเด็กกลุ่มนี้กว้างกว่านั้นมากครับ

เด็กบางคนไม่ค่อยสบตา ไม่ค่อยหันเมื่อเรียกชื่อ ไม่ค่อยยิ้มตอบ ไม่ค่อยชี้ให้ดูสิ่งที่สนใจ หรือไม่ค่อยใช้ท่าทางสื่อสาร 

เด็กบางคนพูดได้ แต่ใช้ภาษาไม่ค่อยสอดคล้องกับบริบท เช่น พูดซ้ำ ๆ ตอบไม่ตรงคำถาม หรือไม่เข้าใจจังหวะของบทสนทนา

สิ่งสำคัญคือ เด็กออทิสติกจำนวนหนึ่งไม่ได้มีปัญหาเรื่องคำพูด แต่มีปัญหาในการอ่านสีหน้า แววตา น้ำเสียง หรือความรู้สึกของคนอื่น จึงทำให้การใช้ชีวิตในสังคมยากกว่าที่พ่อแม่คาดไว้

2. ปัญหาพฤติกรรมหรือความสนใจที่จำกัดและซ้ำ ๆ

อีกลักษณะหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ เด็กชอบทำกิจกรรมเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา เช่น ชอบทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง, ชอบยึดติดกับกิจวัตรประจำวันเดิมแบบเป๊ะ ๆ, สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเป็นพิเศษ โดยที่ไม่สนใจเรื่องอื่นเลย หรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เมื่อพ่อแม่ให้ทำอย่างอื่น เด็กจะแสดงออกว่าไม่พอใจอย่างชัดเจน

ตัวอย่างที่พ่อแม่มักสังเกตได้ เช่น ชอบจัดของหรือเรียงของให้อยู่ในตำแหน่งเดิมแบบเป๊ะ ๆ, ชอบจ้องสิ่งที่เคลื่อนไหวซ้ำ ๆ, ต้องนั่งเก้าอี้ตัวเดิม, ชอบใช้ของเดิม ๆ, ชอบเดินตามเส้นทางเดิมแบบเป๊ะ ๆ หรือรู้สึกหงุดหงิดอย่างรุนแรงเมื่อมีอะไรเปลี่ยนไปจากที่คุ้นเคย บางคนอาจแสดงออก โดยการกรีดร้อง กระพือแขน เขย่าตัว พังข้าวของ เป็นต้น

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้แปลว่า เด็กดื้อ แต่สะท้อนว่า สมองของเขาต้องการความคงที่และคาดเดาได้มากกว่าปกติครับ

3. ความแตกต่างด้านการรับรู้ทางประสาทสัมผัส

เด็กที่มีออทิสติกจำนวนมาก มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวไม่เหมือนเด็กทั่วไป บางคนไวมากกับเสียงดัง, แสงจ้า, กลิ่นแรง, ผิวสัมผัสของเสื้อผ้า หรืออุณหภูมิ ขณะที่บางคนกลับตอบสนองต่อความเจ็บปวดหรือความร้อนเย็นน้อยกว่าปกติ

พ่อแม่จึงอาจเห็นว่าเด็กบางคนร้องไห้ทันทีเมื่อได้ยินเสียงดัง, ไม่ยอมตัดผม, ไม่ยอมแปรงฟัน, ไม่ชอบใส่เสื้อบางตัว, หรือเครียดมากเวลาไปสถานที่บางแห่ง เช่น โรงเรียน หรือโรงพยาบาล ตรงกันข้าม เด็กบางคนอาจไม่แสดงความรู้สึกเลย เช่น เมื่อหกล้ม กลับทำสีหน้านิ่งเฉย เหมือนไม่รู้สึกเจ็บ

ความแตกต่างด้านประสาทสัมผัสนี้มีผลอย่างมากต่อการกิน, การนอน, การเรียน, และการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กครับ

ปัญหาสุขภาพอื่นที่อาจพบร่วม

เด็กที่อยู่ในสเปกตรัมออทิสติกไม่ได้มีเพียงอาการแกนหลักของภาวะนี้เท่านั้น หลายคนมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น นอนยาก นอนหลับไม่ต่อเนื่อง สมาธิสั้น วิตกกังวลง่าย อารมณ์แปรปรวน หรือมีอาการชักร่วม

ในเด็กบางส่วนอาจมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย ขณะที่บางคนมีสติปัญญาปกติหรือดีมาก แต่ยังมีความยากในเรื่องการสื่อสาร การยืดหยุ่นทางความคิด และการปรับตัวทางสังคม

สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะเวลาเด็กมีพฤติกรรมยาก ๆ บางครั้งต้นเหตุอาจไม่ได้มาจากออทิสติกเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีเรื่องนอนไม่พอ ปวดท้อง ท้องผูก ปวดฟัน วิตกกังวล หรือปัญหาทางระบบประสาทซ่อนอยู่ได้ ถ้าดูแลอาการร่วมเหล่านี้ดี คุณภาพชีวิตของทั้งเด็กและครอบครัวจะดีขึ้นมากครับ

ทำไมการตรวจพบเร็วถึงสำคัญ

งานวิจัยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาระบุชัดว่า อาการบางอย่างของเด็กที่ภายหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก ที่จริงแล้ว พ่อแม่สามารถเริ่มสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ช่วงปีแรกของชีวิต เช่น การสบตา, การตอบสนองเมื่อเรียกชื่อ, การใช้ท่าทางสื่อสาร, การเล่นร่วมกับคน sinvการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัว

ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ การทำให้เด็กได้รับการประเมินและรับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะสมองของเด็กเล็กมีความยืดหยุ่นสูงมาก การกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาและสังคมอย่างเหมาะสมในช่วงเริ่มต้นของชีวิต สามารถช่วยให้เด็กออทิสติกพัฒนาทักษะการสื่อสาร, การเล่น, การควบคุมอารมณ์ และการปรับตัวกับชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นอย่างมาก

แนวทางการรักษาเด็กออทิสติกในปัจจุบัน จึงเน้นไปที่ประเด็นการคัดกรองโดยเร็วร่วมด้วย เด็กควรได้รับการตรวจติดตามด้านพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และควรมีการคัดกรองออทิสติกอย่างเป็นระบบในช่วงอายุ 18 และ 24 เดือน รวมถึงต้องส่งเด็กเข้ารับการประเมินทันที หากพ่อแม่ หรือครู มีความข้อกังวลหรือข้อสงสัยว่าเด็กอาจมีภาวะออทิสติก สเปกครัม แม้อายุจะยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ต้องเข้ารับการคัดกรองก็ตาม

สัญญาณเตือนว่าอาจเป็นออทิสติก แบ่งตามช่วงอายุ

อายุ 6-12 เดือน

ช่วงนี้เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มสบตา ยิ้มตอบ หันตามเสียง และสนุกกับการเล่นโต้ตอบง่าย ๆ กับคนใกล้ชิด

ถ้าลูกไม่ค่อยสบตา ไม่ค่อยยิ้มตอบ ไม่ค่อยสนใจคนรอบตัว หรือไม่ค่อยหันเมื่อเรียกชื่อบ่อย ๆ ควรสังเกตอย่างใกล้ชิดหรือปรึกษาหมอเด็กโดยเร็ว

อายุ 12-18 เดือน

วัยนี้เด็กมักเริ่มใช้ท่าทางช่วยสื่อสาร เช่น ชี้ให้ดู ชี้ขอ โบกมือลา ส่ายหน้าปฏิเสธ หรือเลียนแบบท่าทางง่าย ๆ

หากลูกไม่ค่อยชี้ ไม่ค่อยเลียนแบบ ไม่ค่อยโต้ตอบกับคน หรือดูเหมือนอยู่ในโลกของตัวเองมากกว่าปกติ ควรสังเกตอย่างใกล้ชิดหรือปรึกษาหมอเด็กโดยเร็ว

อายุ 18-24 เดือน

ช่วงนี้เป็นวัยที่ภาษาของเด็กเริ่มมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัดเจน และในด้านสังคม เด็กจะมีการเล่นเชิงสมมุติมากขึ้น 

เด็กจำนวนมากจะเริ่มมีคำพูดที่ใช้สื่อสารจริง และเริ่มเล่นแบบมีความหมาย เช่น ป้อนข้าวตุ๊กตา กล่อมตุ๊กตานอน หรือเล่นทำอาหาร

ถ้าลูกพูดช้าอย่างชัดเจน ไม่ค่อยใช้คำเพื่อการสื่อสาร ไม่ค่อยเล่นสมมุติ หรือเริ่มมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ มากจนรบกวนชีวิตประจำวัน ควรสังเกตอย่างใกล้ชิดหรือปรึกษาหมอเด็กโดยเร็ว

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าลูกสูญเสียทักษะที่เคยมีหรือเคยทำได้ เช่น เคยพูดได้แล้วเงียบลงจนกลายเป็นไม่พูด เคยสบตาดีแล้วจู่ ๆ ก็ไม่สบตา หรือเคยเล่นกับคนตามธรรมชาติแล้วถอยกลับไปอยู่คนเดียวมากขึ้น อันนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญมาก ควรปรึกษาหมอเด็กอโดยเร็วที่สุด

แพทย์วินิจฉัยออทิสติกอย่างไร

การวินิจฉัยออทิสติก ไม่ได้อาศัยการเจาะเลือด หรือการทำ MRI เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประเมินจากหลายส่วนประกอบกัน ได้แก่ ประวัติพัฒนาการจากผู้ปกครอง การสังเกตพฤติกรรมของเด็กโดยตรง และการใช้เครื่องมือการตรวจที่เป็นมาตรฐานในบริบทที่เหมาะสม

แพทย์จะพิจารณาหลายประเด็นร่วมกัน เช่น การสบตา การตอบสนองเมื่อเรียกชื่อ การชี้ การใช้ภาษา การเล่น การยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และรูปแบบพฤติกรรมซ้ำ ๆ

ในเด็กที่สงสัยออทิสติก แพทย์มักจะพิจารณาประเมินการได้ยินและการมองเห็นร่วมด้วย เพื่อแยกภาวะอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกัน ส่วนการตรวจเพิ่มเติมอย่างการตรวจคลืนไฟฟ้าสมอง (EEG) หรือการตรวจทางพันธุกรรม แพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไปตามประวัติของเด็กและการตรวจร่างกายโดยแพทย์ครับ

แนวทางดูแลและฟื้นฟู

หัวใจหลักของการดูแลเด็กออทิสติก ไม่ใช่การพยายามทำให้ลูกเหมือนเด็กคนอื่น แต่คือการ ช่วยให้เขาสื่อสารได้ดีขึ้น, ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น, เรียนรู้ได้มากขึ้น, และ มีคุณภาพชีวิตดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้

แนวทางการฟื้นฟูที่ช่วยได้จริง

จากงานวิจัย แนวทางหลักที่ช่วยได้จริง คือ การฟื้นฟูในเชิง พัฒนาการ และ พฤติกรรม เช่น การฝึกพูดและภาษา การฝึกกิจกรรมบำบัด การฝึกทักษะการเล่น การฝึกทักษะทางสังคม และการปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญคือ การฝึกควรสอดคล้องกับวัย ระดับพัฒนาการ ความพร้อมของเด็ก และบริบทของครอบครัว เพราะการฝึกจำนวนชั่วโมงที่มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะดีกว่าเสมอไป คุณภาพของการฝึก การให้ช่วยเหลือในขณะฝึกในระดับที่เหมาะสม และการต่อยอดไปที่ความต่อเนื่องของการฝึกทักษะในชีวิตจริง ทั้งหมดต่างเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

บทบาทของพ่อแม่สำคัญมาก

เด็กใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าห้องบำบัดเสมอ ดังนั้น พ่อแม่จึงเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการฟื้นฟู

การพูดคุยกับลูกบ่อย ๆ เล่นแบบผลัดกัน อ่านนิทาน ร้องเพลง ใช้ภาพช่วยสื่อสาร และสร้างกิจวัตรที่คาดเดาได้ จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ในชีวิตจริงได้มากขึ้น พูดง่าย ๆ คือ การฝึกที่ดีที่สุดจำนวนมากเกิดขึ้นที่บ้าน อยู่ในกิจวัตรประจำวันพื้นฐานในทุก ๆ วันครับ

เรื่องยาที่ควรรู้

ยา ไม่ใช่การรักษาหลักของออทิสติก แต่มีบทบาทในเด็กบางคนที่มีอาการร่วม เช่น หงุดหงิดมาก ก้าวร้าวมาก อยู่ไม่นิ่งมาก สมาธิสั้นมาก หรือมีปัญหาการนอนและอารมณ์ร่วมด้วย

ดังนั้น เป้าหมายของยาไม่ใช่ทำให้ออทิสติกหาย แต่เป็นการช่วยให้เด็กพร้อมเรียนรู้ พร้อมฝึก และใช้ชีวิตประจำวันให้ดีขึ้น

คำแนะนำสำหรับพ่อแม่มือใหม่

สิ่งแรกที่อยากบอกคือ เชื่อความรู้สึกของตัวเอง ถ้าคุณรู้สึกว่าลูกมีบางอย่างไม่เหมือนเดิม หรือพัฒนาการบางด้านดูไม่ไปข้างหน้า อย่ากลัวว่าจะคิดมากเกินไป เพราะหลายครั้งพ่อแม่คือคนแรกที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ก่อนใคร

สิ่งที่ช่วยมากคือ การจดบันทึกพัฒนาการหรือพฤติกรรมของลูกไว้สั้น ๆ หรือถ่ายคลิปในสถานการณ์จริง เช่น เวลาเรียกชื่อ, เวลาลูกเล่นกับคนอื่น หรือเวลาที่มีพฤติกรรมผิดปกติ คลิปสั้น ๆ เหล่านี้มีประโยชน์มากในการช่วยให้แพทย์ประเมินได้แม่นขึ้น

อีกเรื่องที่ควรทำอย่างจริงจังคือ ลดเวลาอยู่กับหน้าจอ โดยเฉพาะหน้าจอแบบที่เด็กดูอยู่คนเดียว และแทนที่ด้วยเวลาเล่น คุย อ่าน และทำกิจกรรมร่วมกับคนจริง เพราะการโต้ตอบกับคนจริง คือ พื้นฐานสำคัญของภาษาและการสื่อสาร

นอกจากนี้ การทำชีวิตประจำวันให้มีความสม่ำเสมอ บอกลูกล่วงหน้าก่อนเปลี่ยนกิจกรรม และใช้ภาพหรือสัญลักษณ์ช่วยในการสื่อสาร สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมการฟื้นฟูได้มากกว่าการดุหรือลงโทษเพียงอย่างเดียวครับ

เมื่อไหร่ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์

คำตอบคือ ทันทีที่คุณกังวล

โดยเฉพาะเมื่อมีอาการต่อไปนี้

  • ไม่ค่อยตอบสนองเมื่อเรียกชื่อ
  • ไม่ค่อยชี้หรือใช้ท่าทางสื่อสาร
  • ภาษามาช้าชัดเจน
  • ไม่ค่อยเล่นสมมุติหรือเล่นโต้ตอบกับคน
  • มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ มากจนรบกวนชีวิตประจำวัน
  • เครียดมากเมื่อเจอการเปลี่ยนแปลง
  • สูญเสียทักษะที่เคยมี

อย่ารอให้อาการหายไปเอง เพราะถ้าสุดท้ายลูกไม่ได้เป็นออทิสติกจริง การประเมินเร็วก็ยังช่วยให้เราเจอปัญหาพัฒนาการด้านอื่นได้เร็วขึ้นอยู่ดี แต่ถ้าลูกอยู่ในออทิสติก สเปกตรัมจริง การเริ่มการรักษาหรือฟื้นฟูให้เร็วขึ้นเพียงไม่กี่เดือน ก็อาจสร้างความแตกต่างกับชีวิตระยะยาวของลูกได้มากครับ

สรุป

ออทิสติกไม่ใช่เรื่องน่าอาย ไม่ใช่ความผิดของใคร และไม่ได้ลดคุณค่าของลูกลงแม้แต่น้อย สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่พยายามทำให้ลูกเหมือนใคร แต่คือช่วยให้เขาสื่อสารได้ดีขึ้น เรียนรู้ได้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และใช้ชีวิตได้เต็มศักยภาพของตัวเองที่สุด

หากสังเกตเห็นว่าลูกอาจมีความผิดปกติทางพัฒนาการด้านพฤติกรรมหรือการสื่อสารบางอย่าง ให้รีบพาลูกเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์ เพราะนี่คือการเปิดประตูให้ลูกได้รับการรักษาที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว 

ยิ่งพ่อแม่เข้าใจเร็ว ยิ่งเข้าถึงการประเมินเร็ว ยิ่งเริ่มการรักษาเร็ว โอกาสของลูกก็จะยิ่งเปิดกว้างมากขึ้นครับ

เอกสารอ้างอิง

นี่คือรายการอ้างอิงแบบที่ตัด DOI ออกเรียบร้อยแล้วครับ:

  1. Hirota T, King BH. Autism Spectrum Disorder: A Review. JAMA. 2023;329(2):157-168.
  2. Lord C, Charman T, Havdahl A, et al. The Lancet Commission on the future of care and clinical research in autism. Lancet. 2022;399(10321):271-334.
  3. Global Burden of Disease Study 2021 Autism Spectrum Collaborators. The global epidemiology and health burden of the autism spectrum: findings from the Global Burden of Disease Study 2021. Lancet Psychiatry. 2025;12(2):111-121.
  4. Dawson G, Rieder AD, Johnson MH. Prediction of autism in infants: progress and challenges. Lancet Neurol. 2023;22(3):244-254.
  5. Pierce K, Gazestani VH, Bacon E, et al. Evaluation of the diagnostic stability of the early autism spectrum disorder phenotype in the general population starting at 12 months. JAMA Pediatr. 2019;173(6):578-587.
  6. Harstad E, Hanson E, Brewster SJ, et al. Persistence of autism spectrum disorder from early childhood through school age. JAMA Pediatr. 2023;177(11):1197-1205.
  7. Barbaro J, Sadka N, Gilbert M, et al. Diagnostic accuracy of the social attention and communication surveillance-revised with preschool tool for early autism detection in very young children. JAMA Netw Open. 2022;5(3):e2146415.
  8. Sandbank M, Pustejovsky JE, Bottema-Beutel K, et al. Determining associations between intervention amount and outcomes for young autistic children: a meta-analysis. JAMA Pediatr. 2024;178(8):763-773.
  9. Takahashi I, Obara T, Ishikuro M, et al. Screen time at age 1 year and communication and problem-solving developmental delay at 2 and 4 years. JAMA Pediatr. 2023;177(10):1039-1046.
  10. Brushe ME, Haag DG, Melhuish EC, Reilly S, Gregory T. Screen time and parent-child talk when children are aged 12 to 36 months. JAMA Pediatr. 2024;178(4):369-375.
  11. Hernández-Díaz S, Straub L, Bateman BT, et al. Risk of autism after prenatal topiramate, valproate, or lamotrigine exposure. N Engl J Med. 2024;390(12):1069-1079.

ส่งท้าย

เราเข้าใจดีว่า การดูแลลูกที่มีพัฒนาการแตกต่าง ต้องอาศัยความรัก ความทุ่มเท และความอดทนอย่างมหาศาล คุณพ่อคุณแม่ทุกคนล้วนทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในทุก ๆ วัน เพื่อให้ลูกได้เติบโตและมีความสุขในแบบของเขาเอง

แต่ท่ามกลางความตั้งใจนั้น เป็นเรื่องปกติที่หลายครอบครัวอาจมีความกังวลลึก ๆ อยู่ในใจ ถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาว เช่น คอร์สกระตุ้นพัฒนาการ ไปจนถึงคำถามที่ว่า หากวันหนึ่งเราไม่อยู่ดูแลเขาแล้ว อนาคตของลูกจะเป็นอย่างไร?

การเริ่มวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ จะช่วยเปลี่ยน ความกังวล เหล่านี้ให้เป็น ความอุ่นใจ ได้ครับ การบริหารความเสี่ยงผ่านเครื่องมือทางการเงินที่ยืดหยุ่นอย่าง AIA Smart Select เป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ค่อยๆ สร้าง กองทุนระยะยาว ที่ปรับเปลี่ยนแผนได้ตามจังหวะชีวิต เพื่อเตรียมความมั่นคงทางการเงินไว้รองรับทุกก้าวเดินของลูกในอนาคต

เพราะทุกครอบครัวมีเงื่อนไขและรูปแบบชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ทีมงาน One Wealth Advisory ขอเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณได้เข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนความกังวล โดยไม่มีการตัดสินใด ๆ เพื่อร่วมกันหาแนวทางที่ตอบโจทย์ครอบครัวของคุณมากที่สุด

ให้เราช่วยดูแลเรื่องความพร้อมทางการเงิน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ทุ่มเทเวลาและรอยยิ้มให้กับการดูแลลูกรักได้อย่างเต็มที่ครับ

พูดคุยและปรึกษาแผนการเงินกับทางเรา ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย 

คำถามที่พบบ่อย

1สัญญาณเตือนของเด็กที่สงสัยออทิสติก มีวิธีสังเกตเบื้องต้นอย่างไร ?
อาการหลักของเด็กในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม (ASD) สามารถสังเกตได้จากความแตกต่าง 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. ด้านการสื่อสารและสังคม เช่น ไม่ค่อยสบตา ไม่หันเมื่อเรียกชื่อ พูดช้า หรือไม่เข้าใจแววตาและสีหน้าของผู้อื่น

2. ด้านพฤติกรรมทำซ้ำ 
เช่น ยึดติดกับกิจวัตรเดิมๆ สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะเจาะจง หรือชอบนำสิ่งของมาเรียงต่อกัน

3. ด้านประสาทสัมผัส 
เช่น มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ เช่น ทนเสียงดังหรือแสงจ้าไม่ได้

พ่อแม่สามารถเริ่มสังเกตสัญญาณเตือนได้ตั้งแต่ช่วงขวบปีแรก หากพบว่าลูกสูญเสียทักษะที่เคยทำได้ หรือมีพัฒนาการที่หยุดชะงัก ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
2ออทิสติกเทียม คืออะไร เกิดจากการเลี้ยงดูหรือไม่ ?
ออทิสติกเทียม ไม่ใช่โรคทางการแพทย์ แต่เป็นคำที่ใช้เรียกภาวะที่เด็กมีพัฒนาการล่าช้าทางภาษาและการเข้าสังคมคล้ายกับออทิสติก ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจาก การให้เด็กเล็กใช้หน้าจอ (โทรศัพท์หรือแท็บเล็ต) มากเกินไป จนขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

ภาวะออทิสติกเทียม สามารถแก้ไขเบื้องต้นได้โดยการลดเวลาหน้าจอ และเพิ่มเวลาพูดคุย เล่น หรืออ่านนิทานกับเด็กในชีวิตจริง อย่างไรก็ตาม หากปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรพาไปพบแพทย์ เพื่อประเมินว่าเป็นการขาดปฏิสัมพันธ์ หรือเป็นภาวะออทิสติกสเปกตรัมที่แท้จริง
3ภาวะออทิสติก สเปกตรัม (ASD) เกิดจากสาเหตุใด มีวิธีรักษาให้หายขาดหรือไม่ ? 
ภาวะออทิสติกสเปกตรัม ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดวิธี และไม่ได้มีสาเหตุเพียงอย่างเดียว

งานวิจัยพบว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะ ปัจจัยทางพันธุกรรม และอาจรวมถึงปัจจัยแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์

ปัจจุบันเป้าหมายของการดูแลรักษาไม่ใช่การรักษาให้หายขาด หรือการเปลี่ยนเด็กให้เหมือนคนอื่น แต่เป็นการเน้น การฟื้นฟูพัฒนาการและพฤติกรรมอย่างทันท่วงที (Early Intervention) เช่น การฝึกพูด กิจกรรมบำบัด และการปรับพฤติกรรม โดยมีครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อช่วยให้เด็กสามารถสื่อสาร เรียนรู้ และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพสูงสุด
Newsletter

อ่านบทความล่าสุดก่อนใคร

สมัครเพื่อไม่พลาดทุกอัปเดตด้านการเงินและสุขภาพ

เราจะไม่ส่ง spam และคุณสามารถยกเลิกได้ตลอดเวลา

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน นโยบายคุกกี้ และ คำแถลงว่าด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล